<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>GDI Makemerich Blog</title>
	<atom:link href="http://blog.gdimakemerich.ws/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.gdimakemerich.ws</link>
	<description>ข่าวสาร และ บทความ (News &#38; Articles)</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 13:04:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>6 ขั้นตอน เตรียมเว็บไซต์ให้พร้อมบอกต่อ</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/08/6-steps-to-make-sure-your-site-is-ready-to-go-viral/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/08/6-steps-to-make-sure-your-site-is-ready-to-go-viral/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 13:02:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Nattaphon Kaosumli</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[feed]]></category>
		<category><![CDATA[share]]></category>
		<category><![CDATA[viral]]></category>
		<category><![CDATA[website]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บอกต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ปากต่อปาก]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=312</guid>
		<description><![CDATA[จากที่ผมได้ลองเขียนบทความที่เล่าถึงเรื่องราวของตนเองมาบ้าง และได้ศึกษาจาก Blogger อีกหลายๆ ท่าน ที่เขียนเล่าเรื่องราวของตนเอง หลายคนก็มีผู้เข้ามาอ่าน Blog มากมายโดยที่ไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาเลย เพราะว่ามันเกิดจากการบอกเล่าปากต่อปาก จนกระทั่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งพอมาลองประเมินดูแล้ว ก็พอจะสรุปเป็น 6 ขั้นตอนในการเตรียมพร้อมเว็บไซต์ หรือบล็อกให้พร้อมสำหรับการทำ Viral Marketing หรือการบอกต่อของผู้คนได้ดังนี้ครับ 1. ตรวจความเรียบร้อยของการแสดงผลในแต่ละหน้า ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้เจ้าของ Blog เป็นกังวล คือเนื้อหาใน Blog ฉะนั้นพักเรื่องเนื้อหาไว้ก่อน ขั้นแรกคุณต้องมั่นใจก่อนว่าหน้า Blog จะแสดงผลอย่างที่คุณต้องการ คุณอาจจะสร้างหน้าเพจเปล่าขึ้นมาโดยไม่ใส่เนื้อหาอะไรเลย หรือเป็นเนื้อหาสมมุติก็ได้ จากนั้นวิเคราะห์ ชื่อของ Blog (Title), การแสดงผลของ Sidebar และการแสดงผลที่ Footer ทั้งหมดนี้ต้องมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของ Blog 2. บอกความเป็นคุณให้ชัดเจน นำเสนอตัวเอง คุณต้องชัดเจนในการสื่อสารกับผู้อ่าน ทุกบทความ ทุกโพส ต้องระบุชัดว่าเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ แม้ว่าบทความของคุณจะน่าอ่าน มีผู้อ่านหลั่งไหลเข้ามาอ่าน แต่จะไม่เกิดการบอกต่อเลยถ้าขาดซึ่งความเชื่อมโยงคุณกับเนื้อหาใน Blog ผู้อ่านจะเสพข้อมูลโดยที่ไม่รู้ว่าบทความ หรือเนื้อหานี้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากที่ผมได้ลองเขียนบทความที่เล่าถึงเรื่องราวของตนเองมาบ้าง และได้ศึกษาจาก Blogger อีกหลายๆ ท่าน ที่เขียนเล่าเรื่องราวของตนเอง หลายคนก็มีผู้เข้ามาอ่าน Blog มากมายโดยที่ไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาเลย เพราะว่ามันเกิดจากการบอกเล่าปากต่อปาก จนกระทั่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งพอมาลองประเมินดูแล้ว ก็พอจะสรุปเป็น 6 ขั้นตอนในการเตรียมพร้อมเว็บไซต์ หรือบล็อกให้พร้อมสำหรับการทำ Viral Marketing หรือการบอกต่อของผู้คนได้ดังนี้ครับ</p>
<p><span id="more-312"></span></p>
<p align="center"><img alt="" height="298" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/02/viral-marketing.jpg" width="450" /></p>
<div style="padding-left:20px;">
<h3>1. ตรวจความเรียบร้อยของการแสดงผลในแต่ละหน้า</h3>
<p>ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้เจ้าของ Blog เป็นกังวล คือเนื้อหาใน Blog ฉะนั้นพักเรื่องเนื้อหาไว้ก่อน ขั้นแรกคุณต้องมั่นใจก่อนว่าหน้า Blog จะแสดงผลอย่างที่คุณต้องการ คุณอาจจะสร้างหน้าเพจเปล่าขึ้นมาโดยไม่ใส่เนื้อหาอะไรเลย หรือเป็นเนื้อหาสมมุติก็ได้ จากนั้นวิเคราะห์ ชื่อของ Blog (Title), การแสดงผลของ Sidebar และการแสดงผลที่ Footer ทั้งหมดนี้ต้องมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของ Blog</p>
<h3>2. บอกความเป็นคุณให้ชัดเจน</h3>
<p>นำเสนอตัวเอง คุณต้องชัดเจนในการสื่อสารกับผู้อ่าน ทุกบทความ ทุกโพส ต้องระบุชัดว่าเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ แม้ว่าบทความของคุณจะน่าอ่าน มีผู้อ่านหลั่งไหลเข้ามาอ่าน แต่จะไม่เกิดการบอกต่อเลยถ้าขาดซึ่งความเชื่อมโยงคุณกับเนื้อหาใน Blog ผู้อ่านจะเสพข้อมูลโดยที่ไม่รู้ว่าบทความ หรือเนื้อหานี้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ ในบางบทความคุณอาจจะทำบทคัดย่อเกี่ยวกับตัวคุณแนบท้ายบทความ หรือใส่ไว้ที่ sidebar ก็ได้ เพื่อขยายความว่าคุณเป็นใคร กำลังทำอะไร และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน Blog อย่างไร</p>
<h3>3. บอกสิ่งที่คุณต้องการให้ชัดเจน</h3>
<p>คุณต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้เข้าเยี่ยมชม Blog ดำเนินการสิ่งใดต่อไป อยากให้พวกเขาซื้อสินค้าของคุณ? หรืออยากให้พวกเขาลงชื่อรับจดหมายข่าว? ต้องมีเมนูที่ชัดเจนเพื่อชี้นำและบ่งบอกพวกเขาว่าคุณต้องการให้พวกเขาทำอะไรเมื่อเข้าสู่ Blog ของคุณ อาจจะทำเป็น Pop-Up หรืออาจจะเชื่อมโยงผ่าน Link ท้ายบทความ หรืออาจจะทำเป็น Link widget ที่ sidebar ก็ได้</p>
<h3>4. ทำให้การ Share เป็นเรื่องง่าย</h3>
<p>จะเป็นยังไงถ้าปุ่มแชร์ Twitter กับ Facebook ถูกวางไว้ท้ายบทความ คุณคิดว่าผู้อ่านจะหามันเจอไหม? และเช่นเดียวกัน หากคุณนำปุ่มแชร์ไปไว้ตอนต้นของบทความ จะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ผู้อ่านจะเลื่อนเมาส์กลับขึ้นไป? ประเด็นสำคัญก็คือ ไม่มีกฎตายตัวว่าปุ่มแชร์ควรจะอยู่ตรงไหน คุณสามารถวางในตำแหน่งที่คุณเห็นว่าเหมาะสมสำหรับ Blog ของคุณ แต่มีข้อควรระวังก็คือ อย่าให้ Blog ของคุณต้องรกรุงรังไปด้วยปุ่มแชร์ เลือกสักตำแหน่ง แล้วใส่มันลงไป</p>
<h3>5. เพิ่มช่องทางให้ผู้อ่านได้ติดตาม Blog ของคุณ</h3>
<p>ไม่ว่าจะเป็น Facebook Fan Page, RSS Feed หรือกระทั่งการติดตามใน Twitter จัดตำแหน่ง widget เหล่านี้ให้ชัดเจน ให้ง่ายต่อผู้อ่านที่จะตัดสินใจติดตามคุณ</p>
<h3>6. เป็นตัวของตัวเองและต้องมีรายละเอียดที่มากพอ</h3>
<p>ใช้วิธีการเขียนบทความหรืออธิบายเนื้อหาในแบบฉบับของคุณเอง และต้องใส่ใจรายละเอียดให้มากพอที่ผู้อ่านต้องการ เนื้อหาต้องมีแรงกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกพึงพอใจว่าได้รับข้อมูลที่ต้องการจริง ๆ โปรดจำไว้ว่าคุณมีเวลาเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะทำให้ผู้มาเยือนหน้าใหม่ชื่นชอบ Blog ของคุณ ทันทีที่เขาได้เห็น</p>
</div>
<p>ทั้ง 6 ขั้นตอนนี้ เน้นเรื่องของการวางแผนและการเตรียมพร้อม ก่อนจะนำเสนอข้อมูลอะไรสักอย่าง คุณต้องแน่ใจและมั่นใจว่า Blog ของคุณอยู่ในสภาพที่พร้อมจริงๆ ต้องมีชื่อ Blog, sidebar และ footer ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ Blog และต้องแสดงผลถูกต้องอย่างที่คุณต้องการ เมื่อ Blog ของคุณพร้อมแล้ว ก็ลุยกันเลย จะนำเสนอข้อมูลอะไร ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะบอกต่อๆ กันไป เป็นไฟลามทุ่งอย่างแน่นอน (ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเนื้อหาล่ะครับ ว่าจะโดนใจมั้ย ^^)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/08/6-steps-to-make-sure-your-site-is-ready-to-go-viral/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/07/10-steps-building-website-with-wordpress/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/07/10-steps-building-website-with-wordpress/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 20:49:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Domain]]></category>
		<category><![CDATA[Footer]]></category>
		<category><![CDATA[Header]]></category>
		<category><![CDATA[Hosting]]></category>
		<category><![CDATA[Plugins]]></category>
		<category><![CDATA[Sidebar]]></category>
		<category><![CDATA[Theme]]></category>
		<category><![CDATA[WordPress]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างหน้าเพจ]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[WordPress เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ที่ใครก็สามารถใช้ได้ แม้ว่าจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับสร้างเว็บไซต์ก็ตามที ถ้าเพียงเข้าใจรูปแบบของเว็บไซต์ คุณก็สามารถใช้เครื่องมือของ WordPress ได้ตามต้องการ สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือมีประสบการณ์ไม่มากนัก อาจจะสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรกับการมีเว็บไซต์ ลองมาดู 10 ขั้นตอนนี้ครับ เป็นไกด์ไลน์ที่ดีทีเดียว 1. มองหา Hosting ถ้าเว็บไซต์หรือ Blog เปรียบเหมือนบ้านบนโลกอินเตอร์เน็ต Hosting ก็เปรียบเหมือนที่ดินหรือทำเล คุณจำเป็นจะต้องหา Hosting เพื่อเป็นที่ตั้งเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้นควรเลือก Hosting แบบ Basic Plan &#160;ควรเลือก Hosting ที่มีระบบ Control Panel ที่ใช้งานง่าย โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการอัพโหลดและการการจัดการเว็บไซต์ 2. ต้องมี Domain Name Domain Name คือชื่อหรือ URL ของเว็บไซต์ เปรียบเหมือนเลขที่บ้าน สละเวลาสักนิด คิดชื่อที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณและไม่ซ้ำใคร คุณสามารถซื้อ Domain Name ได้จาก Hosting หรือจากตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img alt="WordPress" class="size-full wp-image-298 alignright" height="124" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/02/wordpress-logo.gif" style="" title="WordPress" width="200" />WordPress เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ที่ใครก็สามารถใช้ได้ แม้ว่าจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับสร้างเว็บไซต์ก็ตามที ถ้าเพียงเข้าใจรูปแบบของเว็บไซต์ คุณก็สามารถใช้เครื่องมือของ WordPress ได้ตามต้องการ สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือมีประสบการณ์ไม่มากนัก อาจจะสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรกับการมีเว็บไซต์ ลองมาดู 10 ขั้นตอนนี้ครับ เป็นไกด์ไลน์ที่ดีทีเดียว</p>
<p><span id="more-232"></span></p>
<h3>1. มองหา Hosting</h3>
<p>ถ้าเว็บไซต์หรือ Blog เปรียบเหมือนบ้านบนโลกอินเตอร์เน็ต Hosting ก็เปรียบเหมือนที่ดินหรือทำเล คุณจำเป็นจะต้องหา Hosting เพื่อเป็นที่ตั้งเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้นควรเลือก Hosting แบบ Basic Plan &nbsp;ควรเลือก Hosting ที่มีระบบ Control Panel ที่ใช้งานง่าย โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการอัพโหลดและการการจัดการเว็บไซต์</p>
<h3>2. ต้องมี Domain Name</h3>
<p>Domain Name คือชื่อหรือ URL ของเว็บไซต์ เปรียบเหมือนเลขที่บ้าน สละเวลาสักนิด คิดชื่อที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณและไม่ซ้ำใคร คุณสามารถซื้อ Domain Name ได้จาก Hosting หรือจากตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ</p>
<h3>3. อัพโหลด WordPress เข้าสู่เว็บไซต์</h3>
<p>เมื่อคุณได้บัญชี Hosting แล้ว คุณสามารถอัพโหลด WordPress เข้าสู่เว็บไซต์ของคุณภายใต้ Domain Name นั้นได้เลย ซึ่ง Hosting โดยส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชั่นสนับสนุนการใช้ WordPress จึงสามารถอัพโหลดได้อย่างง่ายดายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตาม Hosting แต่ละแห่งก็จะมี Control Panel และการใช้ง่ายที่แตกต่างกันไปบ้าง ฉะนั้นจึงควรเลือกให้ดีว่าจะใช้ Hosting ของที่ใด Hosting ที่ดีจะมีคำแนะนำและระบบช่วยเหลืออยู่เสมอ อาจจะเป็นในรูปของ Help Menu หรืออาจจะเป็นระบบ Chat</p>
<h3>4. ติดตั้ง Theme (ธีม) ให้ WordPress</h3>
<p>โดยปกติ WordPress จะมี Theme มาให้คุณอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณอยากได้ Theme ที่สวยหรือถูกใจกกว่านี้ สามารถติดตั้งได้เอง ผ่านเมนู Dashboard ของ WordPress โดยเข้าไปที่เมนู Appearance &gt; Add New Themes &gt; Upload (ขั้นตอนอาจจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของ WordPress) นอกจากนี้คุณยังสามารถอัพโหลด Theme ผ่าน Hosting ได้อีกด้วย</p>
<h3>5. ตั้งค่า Sidebar, Footer และ Header</h3>
<p>หลังจากติดตั้ง Theme ที่คุณต้องการแล้ว คุณจะต้องจัดการให้ Sidebar แสดงข้อมูลตามที่คุณต้องการ รวมไปถึงส่วนบนสุด (Header) และส่วนล่างสุด (Footer) วิธีการจัดการก็ขึ้นอยู่กับ Theme ที่คุณเลือกใช้ บาง Theme มีฟังก์ชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าไปแก้ไขทั้ง 3 ส่วนอย่างง่ายดาย</p>
<h3>6. ตั้งค่าพื้นฐานของเว็บไซต์ให้สมบูรณ์</h3>
<p>ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการตั้งค่าส่วนต่างๆในเมนู Dashboard ของ WordPress เปลี่ยนแปลงข้อมูลในแบบที่คุณต้องการ ใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ</p>
<h3>7.ตั้งค่าการแสดงคอมเมนท์</h3>
<p>เว็บไซต์ที่จัดทำด้วย WordPress จะมีระบบ Comments ในเนื้อหา ซึ่ง Blog หรือเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่มีการพูดคุยหรือมีคอมเมนท์นั่นเอง คุณสามารถปรับแต่งการแสดงผลของคอมเมนท์ได้ว่าจะตรวจสอบก่อนหรือจะให้คอมเมนท์แสดงผลทันที&nbsp;</p>
<h3>8. สร้างหน้าเพจ</h3>
<p>เมื่อคุณตั้งค่าในรายละเอียดเสร็จเรียบร้อยแล้ว การเริ่มต้นที่ดีคือคุณควรสร้างหน้าเพจที่เรียกว่า About Me เพื่อแสดงความเป็นตัวคุณ และหน้าเพจ Policy เพื่อปกป้องสิทธิ์ในการแสดงออกของเนื้อหา</p>
<h3>9. เขียนบทความ</h3>
<p>ไม่มีคำอธิบายใดแล้ว เมื่อเว็บไซต์ของคุณพร้อม คุณก็ลงมือเขียนบทความหรือใส่เนื้อหาที่คุณต้องการได้เลย</p>
<h3>10. Plugins (ปลั๊กอิน)</h3>
<p>ความพิเศษของ WordPress คือ Plugins ซึ่งมีอยู่มากมายนับหมื่นรายการ Plugins เป็นเครื่องมือเสริมที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สวยงามมากขึ้น และตอบสนองผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คุณได้มากขึ้น คุณสามารถค้นหา Plugins ที่คุณต้องการผ่านเมนู Dashboard ของ WordPress ได้ทันทีทุกเวลา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/07/10-steps-building-website-with-wordpress/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหตุผล 5 ข้อ ทำไมต้องสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/02/5-reasons-why-you-should-create-website-with-wordpress/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/02/5-reasons-why-you-should-create-website-with-wordpress/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 11:24:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[WordPress]]></category>
		<category><![CDATA[การทำเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีใช้ wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[การสร้างเว็บไซต์ ไม่มีข้อจำกัดตายตัวว่าควรสร้างในรูปแบบไหน ด้วยเครื่องมืออะไร แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์มาก่อน หรือกำลังต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่น ติดอันดับต้นๆ ในระบบค้นหา หรือต้องการความสวยงามให้เว็บไซต์ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก WordPress คือตัวเลือกที่น่าใช้ นี่คือเหตุผล 5 ข้อ ที่บ่งบอกว่า ทำไมคุณจึงควรสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress 1. WordPress มีธีมให้เลือกมากมายนับพัน คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ของคุณได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม โดยไม่ต้องเสียเวลาออกแบบหรือตกแต่งธีม 2. WordPress มี Plugins มากมายนับหมื่น Plugins ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น และยังรองรับคุณสมบัติต่างๆ มากมายบนเว็บไซต์ของคุณ เช่น Plugin ที่ช่วยให้การแบ่งปันไปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นไปอย่างง่ายดาย, Plugin ที่ช่วยสนับสนุนการทำ SEO (อันดับเว็บไซต์ของคุณ บน Search Engine ดีขึ้น) หรือกระทั่ง Plugin สไลด์โชว์ ที่ช่วยให้การแสดงรูปภาพบนเว็บไซต์ของคุณโดดเด่นสวยงาม 3. ใช้งานง่าย อัพเดทบทความง่าย เว็บไซต์ที่ดี คือเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ คุณสามารถอัพเดทบทความในหัวข้อต่างๆ ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/02/5-reasons-why-you-should-create-website-with-wordpress/"><img align="right" alt="" height="150" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/02/worepress-logo-250.jpg" width="200" /></a>การสร้างเว็บไซต์ ไม่มีข้อจำกัดตายตัวว่าควรสร้างในรูปแบบไหน ด้วยเครื่องมืออะไร แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์มาก่อน หรือกำลังต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่น ติดอันดับต้นๆ ในระบบค้นหา หรือต้องการความสวยงามให้เว็บไซต์ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก WordPress คือตัวเลือกที่น่าใช้ นี่คือเหตุผล 5 ข้อ ที่บ่งบอกว่า ทำไมคุณจึงควรสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress</p>
<p><span id="more-229"></span></p>
<h3>1. WordPress มีธีมให้เลือกมากมายนับพัน</h3>
<p>คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ของคุณได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม โดยไม่ต้องเสียเวลาออกแบบหรือตกแต่งธีม</p>
<h3>2. WordPress มี Plugins มากมายนับหมื่น</h3>
<p>Plugins ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น และยังรองรับคุณสมบัติต่างๆ มากมายบนเว็บไซต์ของคุณ เช่น Plugin ที่ช่วยให้การแบ่งปันไปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นไปอย่างง่ายดาย, Plugin ที่ช่วยสนับสนุนการทำ SEO (อันดับเว็บไซต์ของคุณ บน Search Engine ดีขึ้น) หรือกระทั่ง Plugin สไลด์โชว์ ที่ช่วยให้การแสดงรูปภาพบนเว็บไซต์ของคุณโดดเด่นสวยงาม</p>
<h3>3. ใช้งานง่าย อัพเดทบทความง่าย</h3>
<p>เว็บไซต์ที่ดี คือเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ คุณสามารถอัพเดทบทความในหัวข้อต่างๆ ด้วย WordPress ได้อย่างง่ายดาย ได้ทุกที่ทุกเวลาที่คุณต้องการ และยังสามารถตั้งเวลาให้อัพเดทล่วงหน้าได้อีกด้วย</p>
<h3>4. Google ชอบ</h3>
<p>Google ระบบ Search Engine ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ต ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress ทั้งยังแนะนำว่าเว็บไซต์ธุรกิจควรสร้างด้วย WordPress เนื่องจาก WordPress มีความสามารถในการอัพเดทได้ง่าย และถี่กว่าเครื่องมืออื่นๆ อีกทั้ง content ต่างๆ มักจะเป็นโครงสร้างที่มีประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชม หากคุณต้องการติดอันดับต้นๆ ในระบบค้นหาของ Search Engine จึงควรสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress</p>
<h3>5. สงสัยเรื่องการใช้งาน ก็หาคำตอบได้ง่าย</h3>
<p>จากผลสำรวจพบว่ากว่า 8% ของเว็บไซต์ทั่วโลกสร้างด้วย WordPress นั่นจึงทำให้ผู้ใช้ WordPress เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งนักออกแบบเว็บไซต์ กราฟฟิคดีไซน์ และนักพัฒนาโปรแกรม รวมทั้งผู้ใช้งานคนอื่นๆ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน WordPress ถ้าคุณประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน WordPress ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ค้นใน Google หรือ Bing คุณก็จะพบทางแก้ไขอย่างง่ายดาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/02/02/5-reasons-why-you-should-create-website-with-wordpress/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ EQ</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/22/adhering-is-not-good-emotional-quotient/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/22/adhering-is-not-good-emotional-quotient/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 03:00:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[พัฒนาตนเอง (Self-Improvement)]]></category>
		<category><![CDATA[EQ]]></category>
		<category><![CDATA[ความฉลาดทางอารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิภาวะทางอารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[อีคิว]]></category>
		<category><![CDATA[เชาวน์อารมณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[โบราณว่า ถ้ายังยึดมั่นถือมั่น ก็จะไม่ได้แม้สิ่งใดเลย แต่ถ้ารู้จักปล่อยวาง จะเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง การยึดติดกับปัญหา ยึดติดกับภาพความสุขในวันวาน ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนก้าวไปสู่อนาคตแห่งความสำเร็จ บุคคลที่รุ่มรวยด้วยเชาว์อารมณ์ เขาจะรู้จักการปล่อยวางเพื่อเป็นเจ้าของความสำเร็จและความสุขในชีวิต ผมขอตัดตอนธรรมะจากพระตถาคตเจ้าตอนหนึ่ง (จาก:อลคัททูปสูตร) ดังนี้ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบทหนึ่งเปรียบเทียบให้เหล่าภิกษุฟังว่า &#34;ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษหนึ่งเดินทางไกลมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ประสงค์จะข้ามน้ำ จึงรวบรวมหญ้าไม้และกิ่งไม้มาผูกเป็นแพ แล้วพยายามพายเรือแจวไปจนถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดี พวกเธอคิดอย่างไร ถ้าบุรุษนั้นคิดว่าแพมีประโยชน์แก่เขามาก พาเขาข้ามฝั่งได้โดยปลอดภัย แล้วก็แบกแพนั้นไปด้วย บุรุษนั้นทำถูกต้องหรือไม่&#34; ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า &#34;ไม่ถูกต้องพระเจ้าข้า ทางที่ถูก บุรุษนั้นควรจะผูกแพไว้ริมฝั่งแล้วยกขึ้นมาเกยบก แล้วเดินทางต่อไป เพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องอาศัยแพอีกแล้ว&#34; พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า &#34;เช่นเดียวกันภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมเพื่อเป็นอุปกรณ์ให้ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ดุจแพนำไปสู่ฝั่ง ไม่ใช่เพื่อให้ยึดมั่นถือมั่น ธรรมะยังจะต้องละ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงธรรมะดอก&#34; ลองตรึกตรองด้วยตัวเอง วันนี้ที่ยังไขว่คว้าสิ่งใหม่ๆ หรือโอบเอื้อมความสำเร็จใดใดไม่ได้ เพราะจิตใจยังคงยึดมั่นถือมั่นอยู่หรือไม่ หลายต่อหลายคนมักจะจินตภาพถึงอัญมณีแห่งความสำเร็จในอดีต มันล้มเหลวในเวลาต่อมา มันเป็นภาพความสุขที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความยึดมั่นถือมั่นก็ทำให้จมจ่อมอยู่กับมันเป็นเวลานาน จนไม่อาจพบเจอโลกใหม่ได้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมาก มักจะกล่าวคำสอนหนึ่งว่า -จงทิ้งประสบการณ์เดิมๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันไม่มีประโยชน์ให้คิดถึง จงจำไว้เสมอว่า จุดที่คุณยืนอยู่ มันคือปัจจุบัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โบราณว่า ถ้ายังยึดมั่นถือมั่น ก็จะไม่ได้แม้สิ่งใดเลย แต่ถ้ารู้จักปล่อยวาง จะเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง</p>
<p>การยึดติดกับปัญหา ยึดติดกับภาพความสุขในวันวาน ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนก้าวไปสู่อนาคตแห่งความสำเร็จ บุคคลที่รุ่มรวยด้วยเชาว์อารมณ์ เขาจะรู้จักการปล่อยวางเพื่อเป็นเจ้าของความสำเร็จและความสุขในชีวิต</p>
<p>ผมขอตัดตอนธรรมะจากพระตถาคตเจ้าตอนหนึ่ง (จาก:อลคัททูปสูตร) ดังนี้</p>
<p><span id="more-137"></span></p>
<blockquote>
<p>ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบทหนึ่งเปรียบเทียบให้เหล่าภิกษุฟังว่า</p>
<ul>
<li>&quot;ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษหนึ่งเดินทางไกลมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ประสงค์จะข้ามน้ำ จึงรวบรวมหญ้าไม้และกิ่งไม้มาผูกเป็นแพ แล้วพยายามพายเรือแจวไปจนถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดี พวกเธอคิดอย่างไร ถ้าบุรุษนั้นคิดว่าแพมีประโยชน์แก่เขามาก พาเขาข้ามฝั่งได้โดยปลอดภัย แล้วก็แบกแพนั้นไปด้วย บุรุษนั้นทำถูกต้องหรือไม่&quot;</li>
</ul>
<p>ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า</p>
<ul>
<li>&quot;ไม่ถูกต้องพระเจ้าข้า ทางที่ถูก บุรุษนั้นควรจะผูกแพไว้ริมฝั่งแล้วยกขึ้นมาเกยบก แล้วเดินทางต่อไป เพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องอาศัยแพอีกแล้ว&quot;</li>
</ul>
<p>พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า</p>
<ul>
<li>&quot;เช่นเดียวกันภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมเพื่อเป็นอุปกรณ์ให้ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ดุจแพนำไปสู่ฝั่ง ไม่ใช่เพื่อให้ยึดมั่นถือมั่น ธรรมะยังจะต้องละ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงธรรมะดอก&quot;</li>
</ul>
</blockquote>
<p>ลองตรึกตรองด้วยตัวเอง วันนี้ที่ยังไขว่คว้าสิ่งใหม่ๆ หรือโอบเอื้อมความสำเร็จใดใดไม่ได้ เพราะจิตใจยังคงยึดมั่นถือมั่นอยู่หรือไม่ หลายต่อหลายคนมักจะจินตภาพถึงอัญมณีแห่งความสำเร็จในอดีต มันล้มเหลวในเวลาต่อมา มันเป็นภาพความสุขที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความยึดมั่นถือมั่นก็ทำให้จมจ่อมอยู่กับมันเป็นเวลานาน จนไม่อาจพบเจอโลกใหม่ได้</p>
<p>ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมาก มักจะกล่าวคำสอนหนึ่งว่า -<b>จงทิ้งประสบการณ์เดิมๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันไม่มีประโยชน์ให้คิดถึง จงจำไว้เสมอว่า จุดที่คุณยืนอยู่ มันคือปัจจุบัน ทำมันให้ดีที่สุดก็พอ</b>-</p>
<p>บางกรณี คำพูดเพียงสองสามคำ ก็ทำให้เกิดความแตกแยกได้ นั่นเพราะเกิดความยึดมั่นถือมั่น เอาลมปากมาเป็นอารมณ์ขุ่นเคือง การอยู่ร่วมกันจึงจำเป็นต้องใช้ภาวะอารมณ์ หรือ <b>EQ</b> มากกว่าการใช้สติปัญญา (<b>IQ</b>)</p>
<div style="padding:10px; background-color:#EEF4F4; border:1px solid #CCC;"><b>EQ</b> ย่อมาจากคำว่า <b>Emotional Quotient</b> หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ คือความสามารถในการรับรู้ของตนเอง ในการระบุ ประเมิน และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง, ของผู้อื่น หรือของกลุ่ม ความสามารถด้านการควบคุมอารณ์ที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์อย่างมีความสุข <b>อีคิว</b> ยังไม่มีคำเรียกเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ จึงเรียกกันหลากหลาย เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ เชาวน์อารมณ์ หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์</div>
<p>เกิดคำถามว่า คนที่ยึดมั่นในเป้าหมาย นับเป็นคนที่ยึดมั่นถือมั่นด้วยหรือไม่? คำตอบคือ อยู่ที่ว่าเขายึดมั่นเป้าหมายในลักษณะใด จากพุทธโอวาทข้างต้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า -ธรรมะเป็นเพียงอุปกรณ์เพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์- หากเราสามารถกำหนดเป้าหมาย ให้เป็นเพียงอุปกรณ์ นำไปสู่ความสุขในชีวิตได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการยึดมั่นถือมั่น แต่หากเราพบเจอความสุขสำเร็จนั้นแล้ว แต่ยังยึดติดในเป้าหมายมากเกินไป หรือแบกเป้าหมายอีรุงตุงนังไปตามเส้นทางชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรจากบุรุษดังกล่าวที่แบกแพเดินทางไปด้วยทั้งที่ข้ามฝั่งได้สำเร็จแล้ว</p>
<p>การยึดติดมากเกินไป หรือการยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม มันมักทำให้ผู้คนตาบอดเสมอ และต้องเหน็ดเหนื่อยกับการแบกทุกสิ่งทุกอย่าง</p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลว่าผู้ที่มี EQ ที่ดี จะไม่ยึดมั่นถือมั่น เขาจึงมีความสุขกับชีวิตและเป็นที่รักของคนในสังคม เพียงแค่เขาปล่อยวาง เขาก็เป็นเจ้าของดวงใจของใครหลายๆคน ผู้ที่มี EQ จะกำหนดเป้าหมายให้เป็นแรงบันดาลใจ มองหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จ เมื่อผ่านพ้นเป้าหมายเดิม เขาก็จะละ แล้วริเริ่มเป้าหมายใหม่ๆ</p>
<p>และเช่นเดียวกัน ผู้ที่มี EQ ที่ดี จะเริ่มต้นจากการเสียสละ ไม่ใช่ครอบครอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/22/adhering-is-not-good-emotional-quotient/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหตุผล 5 ข้อ ทำไมต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/21/5-reasons-why-you-must-set-goals-in-life/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/21/5-reasons-why-you-must-set-goals-in-life/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Jan 2012 07:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[พัฒนาตนเอง (Self-Improvement)]]></category>
		<category><![CDATA[การตั้งเป้าหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=172</guid>
		<description><![CDATA[ผู้คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่าช่วงชีวิตในอีกห้าปีข้างหน้าต้องการชีวิตแบบไหนหรือจะมีชีวิตแบบไหน เพราะพวกเขาไม่เคยตั้งเป้าหมายให้ชีวิต จากสถิติพบว่าน้อยกว่า 3% ของประชากรโลกเท่านั้นเองที่ตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ซึ่งผลจากการศึกษาเรื่องการตั้งเป้าหมาย ทำให้รู้ว่าคนที่ตั้งเป้าหมายมีโอกาสเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป 1. เพื่อให้มองเห็นอนาคตอย่างชัดเจน เป็นการยากที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จโดยที่คุณมองไม่เห็นอะไรในความคิดของคุณเลย เป้าหมายชีวิตคืออนาคตที่คุณต้องการ ยิ่งเห็นชัด คุณก็ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น วิธีที่จะทำให้คุณมองเห็นเป้าหมายอย่างชัดเจนก็คือจะต้องรู้จักการตั้งเป้าหมาย พูดถึงเป้าหมายของคุณ เขียนถึงเป้าหมายของคุณ แรกเริ่มมันอาจจะเป็นแค่ภาพเลือนลาง แต่ทุกครั้งที่คุณเขียนถึงเป้าหมาย มันจะยิ่งกลายเป็นภาพที่ชัดเจน 2. เพื่อขับเคลื่อนชีวิตของคุณ ถ้าชีวิตคุณไม่มีเป้าหมาย ก็คงเป็นชีวิตที่ลอยเคว้งคว้างหรือหยุดนิ่ง เป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณรู้ว่าจะต้องดำเนินชีวิตไปในหนทางใด เมื่อคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุณจะตระหนักว่าใครที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และใครที่เป็นตัวถ่วงความเจริญ บริษัทเชลล์คอร์ปเปอร์เรชั่น (Shell Corporation) ทำการวิจัยและพบว่าคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต จะสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตและจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในตัวอย่างกรณีศึกษาพบว่าผู้ที่เกษียณตอนอายุ 55 ปี มีแนวโน้มสูงกว่า 89% ที่จะเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากการเกษียณ ขณะที่ผู้ที่เกษียณตอนอายุ 65 ปี มีอัตราการเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากการเกษียณต่ำมาก 3. เพื่อเสริมสร้างคุณค่าแต่ละวินาที มันอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณชอบดูรายการโทรทัศน์ หรือติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นประจำ แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายอยู่ในใจ คุณจะให้ความสำคัญกับทุกวินาที เป้าหมายจะทำให้คุณมองเมินแม้กระทั่งรายการโทรทัศน์ที่สนุกสนาน&#160; การมีเป้าหมายอยู่ในใจตลอดเวลา จะทำให้คนผู้นั้นใช้เวลาแต่ละวินาทีเพื่อค้นหาหนทางที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ หากเขาพบหนทางดังกล่าว เขาจะตรวจสอบให้แน่ใจ หาเหตุผลมารองรับว่าควรจะเลือกเส้นทางนั้นหรือไม่ แน่นอนว่านี่อาจเป็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดสำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/21/5-reasons-why-you-must-set-goals-in-life/" rel="" style="" target="" title=""><img alt="เป้าหมาย" class="size-full wp-image-182 alignright" height="187" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/Goals.jpg" style="" title="Goals" width="250" /></a>ผู้คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่าช่วงชีวิตในอีกห้าปีข้างหน้าต้องการชีวิตแบบไหนหรือจะมีชีวิตแบบไหน เพราะพวกเขาไม่เคยตั้งเป้าหมายให้ชีวิต จากสถิติพบว่าน้อยกว่า 3% ของประชากรโลกเท่านั้นเองที่ตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ซึ่งผลจากการศึกษาเรื่องการตั้งเป้าหมาย ทำให้รู้ว่าคนที่ตั้งเป้าหมายมีโอกาสเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป</p>
<p><span id="more-172"></span></p>
<h3>1. เพื่อให้มองเห็นอนาคตอย่างชัดเจน</h3>
<p>เป็นการยากที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จโดยที่คุณมองไม่เห็นอะไรในความคิดของคุณเลย เป้าหมายชีวิตคืออนาคตที่คุณต้องการ ยิ่งเห็นชัด คุณก็ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น วิธีที่จะทำให้คุณมองเห็นเป้าหมายอย่างชัดเจนก็คือจะต้องรู้จักการตั้งเป้าหมาย พูดถึงเป้าหมายของคุณ เขียนถึงเป้าหมายของคุณ แรกเริ่มมันอาจจะเป็นแค่ภาพเลือนลาง แต่ทุกครั้งที่คุณเขียนถึงเป้าหมาย มันจะยิ่งกลายเป็นภาพที่ชัดเจน</p>
<h3>2. เพื่อขับเคลื่อนชีวิตของคุณ</h3>
<p>ถ้าชีวิตคุณไม่มีเป้าหมาย ก็คงเป็นชีวิตที่ลอยเคว้งคว้างหรือหยุดนิ่ง เป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณรู้ว่าจะต้องดำเนินชีวิตไปในหนทางใด เมื่อคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุณจะตระหนักว่าใครที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และใครที่เป็นตัวถ่วงความเจริญ บริษัทเชลล์คอร์ปเปอร์เรชั่น (Shell Corporation) ทำการวิจัยและพบว่าคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต จะสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตและจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในตัวอย่างกรณีศึกษาพบว่าผู้ที่เกษียณตอนอายุ 55 ปี มีแนวโน้มสูงกว่า 89% ที่จะเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากการเกษียณ ขณะที่ผู้ที่เกษียณตอนอายุ 65 ปี มีอัตราการเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากการเกษียณต่ำมาก</p>
<h3>3. เพื่อเสริมสร้างคุณค่าแต่ละวินาที</h3>
<p>มันอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณชอบดูรายการโทรทัศน์ หรือติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นประจำ แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายอยู่ในใจ คุณจะให้ความสำคัญกับทุกวินาที เป้าหมายจะทำให้คุณมองเมินแม้กระทั่งรายการโทรทัศน์ที่สนุกสนาน&nbsp;</p>
<p>การมีเป้าหมายอยู่ในใจตลอดเวลา จะทำให้คนผู้นั้นใช้เวลาแต่ละวินาทีเพื่อค้นหาหนทางที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ หากเขาพบหนทางดังกล่าว เขาจะตรวจสอบให้แน่ใจ หาเหตุผลมารองรับว่าควรจะเลือกเส้นทางนั้นหรือไม่ แน่นอนว่านี่อาจเป็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดสำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมาย</p>
<h3>4. เพื่อปีนป่ายไปสู่ความสำเร็จในแบบของคุณ</h3>
<p>ในการทำงาน คุณอาจจะทำเพื่อตัวเอง หรือไม่ก็อาจจะทำเพื่อเป้าหมายของผู้อื่น ธุรกิจในปัจจุบันมีตัวอย่างเกี่ยวกับลูกจ้างและนายจ้าง หากคุณเป็นลูกจ้าง นายจ้างก็จะมอบหมายงานให้คุณ เพื่อให้คุณเป็นเครื่องมือบรรลุวัตถุประสงค์ของเขา นั่นคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้&nbsp;</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณมีเป้าหมายอยู่ในใจชัดเจน แม้ว่าจะต้องเป็นเพียงลูกจ้าง แต่เป้าหมายจะทำให้คุณรู้ว่าชีวิตของคุณกำลังยืนอยู่จุดไหน ครั้นทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายของนายจ้างแล้ว ขณะเดียวกันแผนการอีกหนึ่งจะผุดขึ้นในใจของคุณ เป้าหมายที่คุณคาดหวังไว้จะกระตุ้นให้คุณวางแผนเพื่อก้าวขึ้นสู่บันไดอีกขั้น</p>
<h3>5. เพื่อมีชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัด</h3>
<p>เป้าหมายจะทำให้คุณมั่นใจว่าการใช้ชีวิตจะไม่มีข้อจำกัดใดใด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณตั้งเป้าหมายที่จะปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เป้าหมายนี้จะกระตุ้นให้คุณปีนสูงขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอน ในที่สุดคุณก็จะฝ่าฟันไปจนถึงยอดเขา แต่หากปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน คุณจะเล็งเห็นเพียงอุปสรรคกับข้อจำกัด ราวกับมีใครมากระซิบกระซาบบงการชีวิตของคุณ ดังจะเห็นได้ชัดจากกรณีของผู้ที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากเป้าหมาย พวกเขามักถูกจำกัดชีวิตหรืออาจจะถูกบงการด้วยความคิดของคนรอบข้าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/21/5-reasons-why-you-must-set-goals-in-life/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันนี้ คุณได้รับวิตามินแล้วรึยัง?</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/17/do-you-have-your-vitamins-today/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/17/do-you-have-your-vitamins-today/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Jan 2012 17:00:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[พัฒนาตนเอง (Self-Improvement)]]></category>
		<category><![CDATA[Vitamin]]></category>
		<category><![CDATA[ความปรารถนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความพยายาม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ปณิธาณ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธสัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไวตามิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ผมนำบทความสั้นๆ มาฝากครับ เป็นบทความที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ จากการที่เพื่อนชาวต่างชาติบน Facebook แชร์ข้อความออกมา เป็นข้อความที่โดนใจผมมากๆ ตอนที่ผมอ่านประโยคแรกว่า Do You have your vitamins today? (วันนี้ คุณได้รับวิตามินแล้วหรือยัง?) ผมนึกว่าเขาจะแชร์ข้อความขายสินค้าอะไรสักอย่าง จำพวกอาหารเสริม แต่เมื่ออ่านจนจบ ผมยิ้มกริ่มเลยครับ ในแต่ละวัน เราจะต้องรับวิตามินอะไรบ้าง มาดูกัน Vitamin A (Ambition) ความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะทำให้คุณเกิดความทะเยอทะยานไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่และเยี่ยมกว่าเดิม เป็นวิตามินเม็ดแรกที่คุณต้องให้กับตัวเอง ชีวิตคนเราจะล่องลอยไร้ทิศทางถ้าปราศจากความปรารถนาหรือเป้าหมาย &#160; Vitamin B (Believe) ต้องมี ความเชื่อ และต้องเชื่ออย่างหมดใจ ว่าความปรารถนาที่คุณวาดภาพไว้ จะต้องเกิดขึ้นจริง คุณสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้โดยเขียนบทละครให้ตัวเอง เขียนด้วยความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆเมื่อถึงเวลานั้น คุณต้องเชื่อในตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ทำ &#160; Vitamin C (Commitment) พันธสัญญา ที่คุณต้องผูกไว้กับตัวเอง สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ล้มเลิกจนกว่าคุณจะไขว่คว้าความปรารถนานั้นได้ ความสำเร็จของคุณ ไม่มีใครทำให้คุณได้ นอกจากตัวของคุณเอง การผูกพันธสัญญาต่อตัวเอง จะทำให้คุณกล้าที่จะเผชิญอุปสรรคต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ผมนำบทความสั้นๆ มาฝากครับ เป็นบทความที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ จากการที่เพื่อนชาวต่างชาติบน <strong>Facebook</strong> แชร์ข้อความออกมา เป็นข้อความที่โดนใจผมมากๆ ตอนที่ผมอ่านประโยคแรกว่า <strong>Do You have your vitamins today?</strong> (วันนี้ คุณได้รับวิตามินแล้วหรือยัง?) ผมนึกว่าเขาจะแชร์ข้อความขายสินค้าอะไรสักอย่าง จำพวกอาหารเสริม แต่เมื่ออ่านจนจบ ผมยิ้มกริ่มเลยครับ</p>
<p><span id="more-109"></span></p>
<p>ในแต่ละวัน เราจะต้องรับวิตามินอะไรบ้าง มาดูกัน</p>
<h3>Vitamin A (Ambition)</h3>
<p><img align="left" alt="" height="193" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/vitamin-a.jpg" width="250" /><u><b>ความปรารถนาอันแรงกล้า</b></u> ที่จะทำให้คุณเกิดความทะเยอทะยานไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่และเยี่ยมกว่าเดิม เป็นวิตามินเม็ดแรกที่คุณต้องให้กับตัวเอง ชีวิตคนเราจะล่องลอยไร้ทิศทางถ้าปราศจากความปรารถนาหรือเป้าหมาย</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h3>Vitamin B (Believe)</h3>
<p><img align="right" alt="" height="185" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/vitamin-b.jpg" width="250" />ต้องมี <u><b>ความเชื่อ</b></u> และต้องเชื่ออย่างหมดใจ ว่าความปรารถนาที่คุณวาดภาพไว้ จะต้องเกิดขึ้นจริง คุณสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้โดยเขียนบทละครให้ตัวเอง เขียนด้วยความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆเมื่อถึงเวลานั้น คุณต้องเชื่อในตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ทำ</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h3>Vitamin C (Commitment)</h3>
<p><img align="left" alt="" height="250" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/vitamin-c.jpg" width="188" /><u><b>พันธสัญญา</b></u> ที่คุณต้องผูกไว้กับตัวเอง สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ล้มเลิกจนกว่าคุณจะไขว่คว้าความปรารถนานั้นได้ ความสำเร็จของคุณ ไม่มีใครทำให้คุณได้ นอกจากตัวของคุณเอง การผูกพันธสัญญาต่อตัวเอง จะทำให้คุณกล้าที่จะเผชิญอุปสรรคต่างๆ เพราะมันจะฝังลึกในจิตใต้สำนึก การรักษาสัญญา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคำสัญญานั้นได้ให้ไว้กับตนเอง</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h3>Vitamin D (Determination)</h3>
<p><img align="right" alt="" height="250" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/vitamin-d.jpg" width="188" /><u><b>ปณิธาณ</b></u> อันแน่วแน่ แรงกล้า คุณจำเป็นต้องมีวิตามินตัวนี้อย่างยิ่ง ความมุ่งมั่นในจิตใจ การตั้งปณิธาณที่มั่นคง จะทำให้คุณแกร่งขึ้นและไม่มีวันล้มเลิกได้ง่ายๆ ยิ่งคุณมีปณิธาณแก่กล้า ก็จะไม่มีอุปสรรคใดทำให้คุณยอมแพ้ได้เลย</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h3>Vitamin E (Effort)</h3>
<p><img align="left" alt="" height="212" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/vitamin-e.jpg" width="250" />วิตามินตัวสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องได้รับทุกวันคือ <u><b>ความพยายาม</b></u> แม้คุณจะฝ่าฟันทุกอย่างได้ด้วยวิตามินตัวอื่นๆ แต่หากขาดความพยายาม ที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า อย่ารอช้า ที่จะเริ่มต้นด้วยความพยายาม ไม่ใช่ทำแบบขอไปที สิ่งที่คุณปรารถนาจะต้องแลกด้วยสิ่งที่เท่าเทียมกัน วันนี้คุณพยายามมากพอหรือยัง?</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<p>วิตามินเหล่านี้ ควรให้ชีวิตได้บริโภคทุกวัน มันมีความสำคัญต่อทุก<b>ธุรกิจ</b> ทุกหน้าที่<b>การทำงาน</b> ทุก<b>สัมพันธภาพ</b>ที่คุณมี มันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดชีวิต น่าเสียดายที่วิตามินเหล่านี้ไม่มีขายทั่วไป ในเซเว่นก็ไม่มี ต่อให้บุกไปหาซื้อที่พาราก้อน ก็อย่าหวังจะได้เจอ วิตามินทั้งหมดนี้ ไม่มีแพ็คเกจ ไม่มีเครือข่ายที่ไหนเอามาจำหน่าย</p>
<blockquote>
<p>คุณเท่านั้นที่ผลิตมันได้เอง และต้องบริโภควิตามินเหล่านี้ทุกวัน</p>
</blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/17/do-you-have-your-vitamins-today/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการเขียน About Me สำคัญแค่ไหน มาดูกัน!</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/12/how-to-write-about-me-page/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/12/how-to-write-about-me-page/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 21:15:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Alan Ruengrit</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[personal branding]]></category>
		<category><![CDATA[การทำ blog]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเขียน about me]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเขียน บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียน blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=112</guid>
		<description><![CDATA[ผมเชื่อแน่ว่าหลายคนคงจะทำบล็อกหรือเว็บส่วนตัว และแน่นอนว่าเจ้าของบล็อกหรือเว็บต้องทำหน้าเพจที่เรียกว่า About Me แต่จะเขียนอย่างไรล่ะ ในเมื่อชีวิตของแต่ละคนผ่านมาหลายปี (หรือบางคนอาจจะหลายสิบปี) ย่อมมีหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา ผมมีเทคนิคง่ายๆ ในการเขียน About Me มาฝากกันครับ หลักการเขียน About Me 1. First impression by picture ก่อนที่ผู้อ่านจะลงสายตาอ่านเรื่องราว About Me ของคุณ เขาจะต้องเห็นรูปของคุณก่อน รูปประจำโปรไฟล์ รูปดิสเพลย์ ฯ เชื่อไหมว่า รูปเพียงรูปเดียวก็บอกเรื่องราวได้หลายอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกรูปประกอบโปรไฟล์ใน About Me ขอให้เลือกอย่างตั้งใจ อย่าสักแต่ว่าใช้รูปไหนก็ได้ รูปประจำตัวของคุณมีอิทธิพลต่อผู้อ่านไม่น้อยเลยครับ 2. Who are you? ชื่อเสียงเรียงนาม ชื่อจริง ชื่อเล่น ฉายา นามปากกา พ่อชอบเรียกว่า แม่ชอบเรียกว่า ยายชอบเรียกว่า เพื่อนชอบเรียกว่า แฟนชอบเรียกว่า ยามหน้าหมู่บ้านชอบเรียกว่า ฯ ใส่ได้ตามสบาย บอกให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณชื่ออะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/12/how-to-write-about-me-page/"><img alt="About Me" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/aboutme.jpg" style="float: right; width: 242px; height: 200px;" title="About Me" /></a>ผมเชื่อแน่ว่าหลายคนคงจะทำบล็อกหรือเว็บส่วนตัว และแน่นอนว่าเจ้าของบล็อกหรือเว็บต้องทำหน้าเพจที่เรียกว่า <b>About Me</b> แต่จะเขียนอย่างไรล่ะ ในเมื่อชีวิตของแต่ละคนผ่านมาหลายปี (หรือบางคนอาจจะหลายสิบปี) ย่อมมีหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา ผมมีเทคนิคง่ายๆ ในการเขียน <b>About Me</b> มาฝากกันครับ</p>
<h2>หลักการเขียน About Me</h2>
<div style="padding-left:20px;">
<h3>1. First impression by picture</h3>
<p>ก่อนที่ผู้อ่านจะลงสายตาอ่านเรื่องราว <b>About Me</b> ของคุณ เขาจะต้องเห็นรูปของคุณก่อน <b>รูปประจำโปรไฟล์ รูปดิสเพลย์ ฯ</b> เชื่อไหมว่า รูปเพียงรูปเดียวก็บอกเรื่องราวได้หลายอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกรูปประกอบโปรไฟล์ใน <b>About Me</b> ขอให้เลือกอย่างตั้งใจ อย่าสักแต่ว่าใช้รูปไหนก็ได้ รูปประจำตัวของคุณมีอิทธิพลต่อผู้อ่านไม่น้อยเลยครับ</p>
<p><span id="more-112"></span></p>
<h3>2. Who are you?</h3>
<p>ชื่อเสียงเรียงนาม <b>ชื่อจริง ชื่อเล่น ฉายา นามปากกา</b> พ่อชอบเรียกว่า แม่ชอบเรียกว่า ยายชอบเรียกว่า เพื่อนชอบเรียกว่า แฟนชอบเรียกว่า ยามหน้าหมู่บ้านชอบเรียกว่า ฯ ใส่ได้ตามสบาย บอกให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณชื่ออะไร ลองนึกดูสิว่าเมื่อผู้ติดตามบล็อกหรือเว็บของคุณ เรียกคุณด้วยชื่อดังกล่าว มันจะรู้สึกดีแค่ไหน ยิ่งถ้าใครนำชื่อตนเองมาเป็น URL ด้วย หรือถ้านำชื่อตัวเองมาเป็นชื่อ Title ของบล็อกนั้นๆ ฟันธงเลยว่าเมื่อบล็อกหรือเว็บของคุณดัง คุณก็จะดังไปด้วย คนทั้งเมืองจะรู้จักคุณ ชื่อไหนที่คุณคิดว่าจะติดปากผู้อ่าน นำมาพรีเซนท์ให้เต็มที่เลย</p>
<h3>3. Contacts</h3>
<p>สำแดงตัวตนให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณไม่ใช่นักรบเงาหรือนอมินี คุณจะต้องมี <b>ช่องทางการติดต่อ</b> ผ่านหน้าเพจ <b>About Me</b> ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเราไม่รู้หรอกว่าผู้อ่านจะติดต่อเราทางไหนบ้าง ช่องทางการติดต่อที่นิยมกัน ได้แก่ MSN, Camfrog, Skype, e-mail etc., และ Social Network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Hi5, My Space, Multiply etc., ยิ่งคุณมีช่องทางการติดต่อมาก ผู้อ่านก็จะยิ่งรู้สึกชอบในตัวคุณ ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะมันจะเป็นการสื่อสารโต้ตอบกัน บ่อยครั้งที่ผู้อ่านจะรู้สึกลึกๆ ว่านั่งอ่านบล็อกอยู่คนเดียว คนเขียนเป็นใครก็ไม่รู้ เหมือนกำลังติดตามเงาของคนที่ไม่มีตัวตน แต่หากคุณมีช่องทางการติดต่อมากมายสารพัด ผู้อ่านจะยินดีติดตามคุณโดยไม่กังขา อย่างน้อยๆในบางครั้ง บทความที่คุณเขียน อาจมีคำชื่นชมจากผู้อ่าน สินค้าที่คุณขาย ผู้ซื้ออาจมีข้อสงสัย และคำติชมต่างๆ ก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเว็บหรือบล็อกของคุณต่อไป</p>
<h3>4. The most important Experience</h3>
<p>มีคำ 2 คำที่คุณต้องทำความเข้าใจ คือ &quot;<b>ทำอะไรได้</b>&quot; กับ &quot;<b>ทำอะไรมา</b>&quot; (<b>Skills</b> &amp; <b>Experience</b>) คำว่าทำอะไรได้ คือการบอกว่าคุณทำอะไรเป็น มีความสามารถอะไร หรืออีกทีก็คือการเยินยอตัวเอง ลองนึกถึงธรรมชาติผู้อ่านสิ ถ้าตัวเรากำลังเยินยอตัวเอง ใครที่ไหนจะมานั่งฟัง ไม่ใช่เรื่องผิด หากคุณจะสาธยายสิ่งที่คุณทำได้ แต่มันจะดีกว่า ถ้าคุณจะให้ความสำคัญกับเรื่อง &quot;<b>คุณทำอะไรมาบ้าง</b>&quot;</p>
<p>บอกเล่าประสบการณ์ ดีกว่าเยินยอความสามารถตัวเองให้ผู้อื่นฟัง ไม่มีใครอยากรู้หรอกว่าคุณทำอะไรได้บ้าง คุณไม่ใช่นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ไม่ใช่ดาราหนุ่มสุดฮอต ที่ไม่ต้องพรีเซนท์อะไรมากมายก็ทำเอาคนคลั่งไคล้กันทั้งเมือง</p>
<p>สิ่งที่ผู้อ่านคลั่งไคล้ในตัวคุณคือเว็บหรือบล็อกของคุณ อาจจะเป็นบทความ อาจจะเป็นสินค้าที่คุณขาย มันจะดูดีกว่า ถ้าคุณบอกเล่าประสบการณ์ได้สมฐานะกับการเป็นเจ้าของเว็บหรือบล็อกแห่งนั้น</p>
<p>จำประโยคนี้ไว้ ยิ่งประสบการณ์ของคุณโชกโชน คุณก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก</p>
<h3>5. What do you like the best?</h3>
<p>บอกเล่าสิ่งที่คุณชื่นชอบ เพื่อหาพวกเดียวกัน คุณอาจจะชอบถ่ายรูป ชอบท่องเที่ยว ชอบดูคลิป18+ ชอบช็อปปิ้ง ชอบพอลล่า ชอบกินกบ ฯลฯ เชื่อไหมล่ะว่า เพียงแค่คุณบอกว่าชอบหนังสือเรื่อง&#8230; ผู้อ่านบางคนก็จะปิ๊งคุณทันที ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า &quot;จริงเหรอเนี่ย ฉันก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันนะ&quot;</p>
<h3>6. Your way and your word</h3>
<p>หนึ่งคำคมของปราชญ์ ทลายกำแพงใจของคนเขลาได้นับแสน จงหาคำคมประจำตัวเอง แล้วใส่ไว้ใน <b>About Me</b> คำคมมักจะบ่งบอกแนวคิดของตัวคุณ สังเกตสิว่าในกระดาน Facebook หลายต่อหลายคนเพียงแค่โพสคำคมสองสามคำ ก็มีคนมากด Like กันเพียบ คำคมประจำตัวคุณจะเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว มีคำเตือนนิดว่า อย่าคมมาก อย่าลึกซึ้งมาก ถ้ามากเกินไป มันจะอ่านไม่เข้าใจ</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคู่กับคำคมก็คือ <b>เป้าหมายชีวิต</b> ประกาศให้ผู้อ่านรับทราบ เพื่อให้เขารู้ว่าเส้นทางชีวิตของคุณกำลังมุ่งไปที่จุดใด เมื่อเขาติดตามอ่านบทความของคุณ หรือติดตามดูสินค้าต่างๆของคุณ หรือแม้กระทั่งรับข่าวสารจากคุณทางเมล์ เขาจะรู้สึกกลายๆ ว่ากำลังเฝ้ามองคุณเติบโตในแต่ละวันโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว การประกาศบอกสิ่งเหล่านี้ ยังจะเป็นการตอกย้ำตัวคุณอีกด้วย ให้ฮึกเหิม และจะไม่มีวันย่อท้อ (ถ้าท้อก็อายผู้อ่านสิ จริงไหม)</p>
<p>มีเนื้อหาอีกหลายอย่างใน <b>About Me</b> สุดแล้วแต่คุณจะเขียน ที่แนะนำนี้ก็เป็นหลักๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราจะต้องพรีเซ็นท์ให้ได้ เมื่อคุณขีดๆ เขียนๆ ครบความแล้ว มาดูกันต่อครับว่า การเขียน <b>About Me</b> จะเขียนในรูปแบบไหนได้บ้าง</p>
</div>
<h2>รูปแบบการเขียน</h2>
<div style="padding-left:20px;">
<h3>1. Resume&#39; of me</h3>
<p>คือ <b>การเขียนเรซูเม่ส่วนตัว</b> ถ้าใครเคยสมัครงานคงจะรู้จักเป็นอย่างดี มันก็คือการทำโปรไฟล์หรือข้อมูลส่วนตัวนั่นเอง การเขียนเรซูเม่ก็เหมือนการนำเสนอตัวของคุณเอง ยิ่งเขียนมาก ผู้อ่านก็ยิ่งรู้จักข้อมูลส่วนตัวของคุณมากขึ้น รูปแบบการเขียนจะคล้ายๆ ใบสมัครงาน มีช่องระบุเรียบร้อย ใส่แต่ข้อมูลตามที่ระบุ</p>
<ul>
<li><u><b>ข้อดีของการเขียนเรซูเม่</b></u> คือไม่ต้องกังวลเรื่องการเขียน เพราะคุณแค่กำหนดหัวข้อแต่ละอย่างว่าคืออะไรบ้าง เช่น ชื่อ-สกุล, ช่องทางการติดต่อ, ประสบการณ์, สถาบันที่เกี่ยวข้อง, รางวัลเกีรติยศ, คำคม, เป้าหมาย ฯลฯ เมื่อระบุแล้ว คุณก็แค่ใส่ข้อมูลตามที่ระบุไว้ แปะรูปตัวเองด้วย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย</li>
<li><u><b>ข้อเสียของการเขียนแบบเรซูเม่</b></u> คือมันจะดูจืดชืด สิ่งที่บอกผ่านเรซูเม่คือข้อมูลเท่านั้น มีความคิดของคุณปะปนซ่อนอยู่เพียงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคุณชอบที่จะเขียนเรซูเม่ก็เขียนได้เลย มันอยู่ที่ความชอบส่วนตัวครับ</li>
</ul>
<h3>2. Story of me</h3>
<p>คือการเขียนโปรไฟล์ส่วนตัวในรูปแบบของเรื่องราว ใช้ <b>สรรพนามแทนตัวบุรุษที่ 1</b> (ฉัน, ผม, ดิฉัน, หนู, ข้าพเจ้า, เดี๊ยน ฯ) จะคล้ายๆ กับการพูดคุยกับผู้อ่าน เหมือนกำลังเล่าเรื่องตัวเองให้ผู้อ่านฟัง หรือ <b>สรรพนามบุรุษที่ 3</b> (เขา, หล่อน, มัน ฯ) จะเป็นการเล่าโดยเงา เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังเล่าเรื่องตัวคุณให้ผู้อ่านฟัง</p>
<p>หลายคนอยากจะเขียน <b>About Me</b> เป็นเรื่องราวแบบนี้ แต่ไม่ชำนาญภาษา อันที่จริงไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาเลย ถ้าคุณใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด แค่เขียนเรื่องราวของตัวเอง มันง่ายยิ่งกว่าต้มมาม่าซะอีก เล่ามาเถอะ บ่งบอกความเป็นตัวคุณ อาจจะฝึกเล่าในโปรแกรม Notepad ก่อนก็ได้ เมื่อมั่นใจแล้วก็ค่อยเผยแพร่</p>
<ul>
<li><u><b>ข้อดีของการเขียน Story of Me</b></u> คือการถ่ายทอดข้อมูลส่วนตัวไปพร้อมๆ กับความคิดของคุณ สิ่งที่เขียนออกมาจะบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้มาก เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า อยากรู้จักนักเขียน ให้อ่านสิ่งที่เขาเขียน ถ้อยความที่คุณบอกเล่าออกมา จะแทรกซึมมาด้วยแนวคิด ทัศนคติ และหลายสิ่งที่คุณอาจจะไม่เคยบอกใคร</li>
<li><u><b>แต่การเขียน Story of Me ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง</b></u> เช่น บางครั้งการเขียนที่ยืดยาว (ถ้าเขียนเกิน2หน้าA4ก็ถือว่ายาวแล้วครับ) มันจะทำให้ผู้อ่านเบื่อที่จะอ่าน ยิ่งเขียนยาว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะฝึกการใช้ภาษาเขียน มันจะช่วยให้ผู้อ่านติดตามอ่านจนจบ เมื่อไหร่ที่คุณเขียนได้อรรถรส จากข้อเสียก็จะกลายเป็นข้อดีในทันที ผู้อ่านจะติดตามอ่านเรื่องราวของคุณด้วยความสนุกชนิดที่ว่า วางไม่ลง</li>
</ul>
<p>ถ้ายังไม่มั่นใจ หรือถ้ายังไม่ชำนาญภาษาเขียน ทดลองเขียนสักครึ่งหน้าก่อน เมื่อคุณคิดว่าใช้ภาษาเขียนคล่องแล้ว จะต่อเติมอย่างไร ยาวแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ตัวคุณ</p>
<p>นี่ก็คือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการเขียน <b>About Me</b> ผมสนับสนุนการเขียน <b>About Me</b> ก็เพราะว่าโลก <b>อินเตอร์เน็ต</b> กำลังเติบโตไม่หยุดหย่อน เจ้าของเว็บหรือบล็อก ควรทำเพจ <b>About Me</b> รองรับการโต้ตอบกับผู้อ่าน เพราะยุคสมัยตัวใครตัวมันบนโลก <b>อินเตอร์เน็ต</b> จบลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักรบเงา นักเลงคีย์บอร์ด หรือนอมินี ต่อไปนี้เราจะได้รู้จักผู้อ่าน และผู้อ่านก็จะได้รู้จักเรา มันคือกุญแจสำคัญในการประชาสัมพันธ์อะไรก็ตามบน <b>อินเตอร์เน็ต</b></p>
<p>ไม่ว่า <b>About Me</b> จะออกมาในรูปแบบใด ขอให้คุณตระหนักไว้ว่า นั่นคือตัวคุณ ไม่ใช่สนเท่ห์ ไม่ใช่การหลอกลวง สิ่งนี้สำคัญมาก มีผลต่อศรัทธาของผู้อ่าน ส่วนคุณจะเขียนในรูปแบบไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณครับ เว็บหรือบล็อกบางแห่ง ไม่เหมาะที่จะเขียนแบบ <b>Story of Me</b> ในขณะที่บางแห่ง เขียนแบบ <b>Story of Me</b> จะดูมีภาษีกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สละเวลาสักนิดทำเพจ <b>About Me</b> ด้วยความตั้งใจ เชื่อสิว่าท้ายที่สุด สิ่งที่คุณจะได้รับ และจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ ผู้อ่านจะชื่นชอบในตัวคุณ พวกเขาจะบอกต่อ กลุ่มผู้อ่านจะขยายตัว ยิ่งคุณมีการอัพเดท คุณก็จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด คุณไม่จำเป็นต้องสาธยายสินค้าที่คุณขายนับร้อยนับพันรายการ เพียงแค่คุณทำหน้าเพจ <b>About Me</b> เพียงหน้าเดียวก็เกินพอ &quot;<b>จงขายตัวคุณให้ได้ก่อนขายสินค้า</b>&quot; ตามศัพท์ที่เหล่านักการตลาดบนอินเตอร์เน็ตเรียกกันว่า <b>Personal Branding</b></p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/12/how-to-write-about-me-page/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพิ่มพลังให้ธุรกิจคุณ ด้วย Video Marketing</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/01/empower-to-business-with-video-marketing/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/01/empower-to-business-with-video-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Jan 2012 08:45:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Nattaphon Kaosumli</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[internet marketing]]></category>
		<category><![CDATA[video marketing]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[ประเดิมบทความแรก ต้อนรับปี 2012 กันที่ Video Marketing กันเลยครับ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะถ้าเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่าทุกวันนี้ มีหลายธุรกิจ ได้ใช้วีดีโอกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบทเรียนต่างๆ หรือสัมมนาบนเว็บไซต์ รวมไปถึงวีดีโอที่ใช้ทำการตลาดอีกด้วย วีดีโอคือเครื่องมือที่ทรงพลังบนอินเตอร์เน็ต เพราะสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ตรงประเด็น ทั้งภาพและเสียง และยังสร้างความบันเทิงได้ด้วย และที่สำคัญคือ ผู้ชมไม่รู้สึกว่าโดนบังคับให้ต้องอ่านเว็บไซต์ยาวๆ การใช้วีดีโอทำการตลาดเป็นวิธีที่ดีมาก เพราะคุณสามารถนำเสนอให้ลูกค้า หรือทีมงานของคุณดูได้อย่างง่ายดาย บนอินเตอร์เน็ต บางครั้งไม่สามารถระบุตัวตนของเราได้ แต่ Video Marketing สามารถสร้างความรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่จริงให้กับผู้ชมได้ จึงเป็นวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีมากวิธีนึงเลยล่ะครับ ลองมาดูคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการเริ่มทำ Video Marketing กัน มันง่ายกว่าที่คุณคิด การทำ Video Marketing ไม่ยากเลยครับ บางคนที่ยังไม่เคยทำ อาจจะคิดว่ามันยาก แต่เชื่อมั้ยว่า ที่จริงแล้ว คุณเองก็สามารถทำได้ เพราะเครื่องมือต่างๆ มันหาง่าย เพียงแค่คุณมี Webcam หรือ Microphone และ Software [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/01/empower-to-business-with-video-marketing/" rel="" style="" target="" title=""><img alt="Video Marketing" class="alignleft size-full wp-image-98" height="169" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/video-marketing.jpg" style="" title="Video Marketing" width="250" /></a>ประเดิมบทความแรก ต้อนรับปี 2012 กันที่ <b>Video Marketing</b> กันเลยครับ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะถ้าเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่าทุกวันนี้ มีหลายธุรกิจ ได้ใช้วีดีโอกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบทเรียนต่างๆ หรือสัมมนาบนเว็บไซต์ รวมไปถึงวีดีโอที่ใช้ทำการตลาดอีกด้วย วีดีโอคือเครื่องมือที่ทรงพลังบนอินเตอร์เน็ต เพราะสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ตรงประเด็น ทั้งภาพและเสียง และยังสร้างความบันเทิงได้ด้วย และที่สำคัญคือ ผู้ชมไม่รู้สึกว่าโดนบังคับให้ต้องอ่านเว็บไซต์ยาวๆ</p>
<p>การใช้วีดีโอทำการตลาดเป็นวิธีที่ดีมาก เพราะคุณสามารถนำเสนอให้ลูกค้า หรือทีมงานของคุณดูได้อย่างง่ายดาย บนอินเตอร์เน็ต บางครั้งไม่สามารถระบุตัวตนของเราได้ แต่ <b>Video Marketing</b> สามารถสร้างความรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่จริงให้กับผู้ชมได้ จึงเป็นวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีมากวิธีนึงเลยล่ะครับ</p>
<p>ลองมาดูคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการเริ่มทำ <b>Video Marketing</b> กัน</p>
<p><span id="more-87"></span></p>
<h2>มันง่ายกว่าที่คุณคิด</h2>
<p>การทำ <b>Video Marketing</b> ไม่ยากเลยครับ บางคนที่ยังไม่เคยทำ อาจจะคิดว่ามันยาก แต่เชื่อมั้ยว่า ที่จริงแล้ว คุณเองก็สามารถทำได้ เพราะเครื่องมือต่างๆ มันหาง่าย เพียงแค่คุณมี Webcam หรือ Microphone และ Software สำหรับบันทึก ก็ทำได้แล้ว และยุคนี้ กล้องวีดีโอดิจิตอล ก็ราคาไม่แพงแล้ว ถ้าหาซื้อมาใช้ได้ ก็จะดีมากเลยครับ</p>
<h2>วิธีการเริ่มต้น</h2>
<p><a href="http://www.youtube.com/" target="_blank"><img alt="YouTube" class="alignright size-full wp-image-99" height="51" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2012/01/youtube-logo.jpg" style="" title="YouTube" width="102" /></a>วิธีเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ คุณอาจจะลองเขียนสคริปต์สั้นๆ ไว้ก่อน และลองทดสอบบันทึกวีดีโอดูครับ โดยเริ่มบันทึกง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง อาจจะเป็นการบันทึกข้อความ การตอบคำถาม หรือแนะนำเทคนิคต่างๆ โดยการบันทึกหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณใส่ในวีดีโอเลยก็ได้ ถ้าดูแล้วยังไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ก็บันทึกใหม่ได้เรื่อยๆ จนกว่าคุณจะพอใจ</p>
<p>จากนั้นคุณก็อัพโหลดขึ้นไปที่ <a href="http://www.youtube.com/" target="_blank" title="YouTube">YouTube</a> หรือที่ไหนก็ได้ ที่มีบริการแบบเดียวกัน</p>
<p>คุณยังสามารถแก้ไขวีดีโอของคุณได้อีกด้วย เพราะ YouTube เขาก็มีฟังก์ชั่นให้แก้ไขวีดีโอได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ดังนั้น คุณอาจจะไม่ต้องใช้ Software บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองเลย&#8230; แบบนี้ง่ายมั้ยล่ะครับ?</p>
<h2>วิธีการใช้งาน</h2>
<p>คุณอาจจะนำโค้ดวีดีโอ (Embed Code) ไปวางไว้บนหน้าเว็บของคุณ ที่อาจจะเต็มไปด้วยข้อความ หรือเนื้อหาที่มันยาวมากๆ วิธีนี้ก็จะไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกกลัวที่อ่านหน้าเนื้อหายาวๆ ในหน้านั้น หรืออาจจะใช้เพื่อการอัพเดทข่าวสาร ตอบคำถามที่พบบ่อยจากลูกค้าหรือทีมงาน หรือให้คำแนะนำต่างๆ ก็ได้</p>
<p>เสร็จแล้วก็แชร์หน้าเว็บที่มีวีดีโอนั้นให้กับลูกค้าหรือทีมงานของคุณได้ ดู และอย่าลืมขอคำแนะนำติชมบ้างก็ได้นะครับ เพื่อการพัฒนาการทำ <b>Video Marketing</b> ของคุณเองในครั้งต่อไป</p>
<p>ปีใหม่นี้ ลองคิดสิ่งใหม่ ทำสิ่งใหม่ที่คุณยังไม่เคยทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณยังไม่เคยได้มาก่อน สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนครับ ^_^</p>
<p>Article by: <strong>Nattaphon</strong></p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.nattaphon.com/internet-marketing/47-empower-to-business-with-video-marketing.html" target="_blank">http://www.nattaphon.com/internet-marketing/47-empower-to-business-with-video-marketing.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2012/01/01/empower-to-business-with-video-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สร้างเนื้อหาในบล็อกอย่างไร ให้น่าอ่าน</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/12/18/how-to-create-interesting-content/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/12/18/how-to-create-interesting-content/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Dec 2011 20:30:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Nattaphon Kaosumli</dc:creator>
				<category><![CDATA[How To & Tips]]></category>
		<category><![CDATA[content]]></category>
		<category><![CDATA[create content]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเขียน บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างเนื้อหา]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียน blog]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อหา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[เรามักจะพูดถึงการอัพเดทเนื้อหาในบล็อกอยู่เสมอ เพื่อให้มีผู้สนใจหน้าใหม่เข้ามาอ่านเนื้อหาในบล็อก (New Traffic) และเพื่อให้ผู้อ่านหน้าเดิมก็อยากกลับเข้ามาอัพเดทเรื่องราวใหม่ๆ ด้วยเหมือนกัน (Returning Traffic) แต่ปัญหาของหลายคนคือ ไม่รู้จะเขียนอะไร จริงมั้ยครับ? ลองดูไอเดียง่ายๆ 3 วิธี เพื่อการเตรียมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบล็อกของคุณ และน่าสนใจมากพอที่จะเรียกคนเข้ามาอ่านได้ ติดตามข่าว วิธีแรก ดูว่ามีข่าวอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบล็อก หรือโอกาสทางธุรกิจของคุณ สละเวลาสักนิดในการติดตามข่าวสารบ้าง และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข่าวให้เข้ากับเนื้อหาในบล็อก เพื่อแบ่งปันข้อมูล ให้ผู้คนได้เห็น วิธีที่สอง คือ ดูว่าเนื้อหาใหม่ของคุณ สัมพันธ์กับข่าวใหญ่ในเวลานั้นหรือไม่ เพราะเรื่องใหญ่ๆ ข่าวดังๆ มักจะดึงดูด Traffic เข้ามาได้มากอยู่แล้ว คุณเพียงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข่าวกับเนื้อหาของคุณให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่า จะมี Traffic ส่วนหนึ่ง ที่เข้าไปยังธุรกิจของคุณด้วย &#160; ติดตามกระแสสังคม ผมไม่ได้หมายถึงการเข้าไปผูกตัวเอง อยู่กับกระแสสังคมแบบหัวปักหัวปำ แต่หมายถึง การฉลาดใช้ประโยชน์จากกระแสนั้น โดยคุณต้องรู้ว่าคนกำลังพูดถึงอะไรใน Social Media หรือในแวดวงการตลาดบนอินเตอร์เน็ต ลองค้นหาดูว่า คุณสามารถใช้ประโยชน์จากกระแสนั้นได้หรือไม่? และอย่างไร? ถ้าคิดว่าได้ล่ะก็ คุณก็ต้องจัดการทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องทันที [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรามักจะพูดถึงการอัพเดทเนื้อหาในบล็อกอยู่เสมอ เพื่อให้มีผู้สนใจหน้าใหม่เข้ามาอ่านเนื้อหาในบล็อก (New Traffic) และเพื่อให้ผู้อ่านหน้าเดิมก็อยากกลับเข้ามาอัพเดทเรื่องราวใหม่ๆ ด้วยเหมือนกัน (Returning Traffic) แต่ปัญหาของหลายคนคือ ไม่รู้จะเขียนอะไร จริงมั้ยครับ? ลองดูไอเดียง่ายๆ 3 วิธี เพื่อการเตรียมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบล็อกของคุณ และน่าสนใจมากพอที่จะเรียกคนเข้ามาอ่านได้</p>
<p><span id="more-76"></span></p>
<h2>ติดตามข่าว<img align="right" alt="" height="258" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2011/12/news.jpg" width="200" /></h2>
<p><u><b>วิธีแรก</b></u> ดูว่ามีข่าวอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบล็อก หรือโอกาสทางธุรกิจของคุณ สละเวลาสักนิดในการติดตามข่าวสารบ้าง และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข่าวให้เข้ากับเนื้อหาในบล็อก เพื่อแบ่งปันข้อมูล ให้ผู้คนได้เห็น</p>
<p><u><b>วิธีที่สอง</b></u> คือ ดูว่าเนื้อหาใหม่ของคุณ สัมพันธ์กับข่าวใหญ่ในเวลานั้นหรือไม่ เพราะเรื่องใหญ่ๆ ข่าวดังๆ มักจะดึงดูด Traffic เข้ามาได้มากอยู่แล้ว คุณเพียงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข่าวกับเนื้อหาของคุณให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่า จะมี Traffic ส่วนหนึ่ง ที่เข้าไปยังธุรกิจของคุณด้วย</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h2>ติดตามกระแสสังคม</h2>
<p><img align="left" alt="" height="164" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2011/12/trend.jpg" width="230" />ผมไม่ได้หมายถึงการเข้าไปผูกตัวเอง อยู่กับกระแสสังคมแบบหัวปักหัวปำ แต่หมายถึง การฉลาดใช้ประโยชน์จากกระแสนั้น โดยคุณต้องรู้ว่าคนกำลังพูดถึงอะไรใน Social Media หรือในแวดวงการตลาดบนอินเตอร์เน็ต ลองค้นหาดูว่า คุณสามารถใช้ประโยชน์จากกระแสนั้นได้หรือไม่? และอย่างไร? ถ้าคิดว่าได้ล่ะก็ คุณก็ต้องจัดการทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องทันที เพื่ออาศัยกระแสขณะนั้น ในการพัฒนาธุรกิจของคุณ</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<h2>คิดให้เหมือนผู้อ่านบล็อก<img align="right" alt="" height="200" src="http://blog.gdimakemerich.ws/wp-content/uploads/2011/12/hearttoheart.gif" width="200" /></h2>
<p>ข้อผิดพลาดข้อใหญ่ของนักการตลาดอินเตอร์เน็ตมือใหม่ คือ ไม่รู้ว่าคุณกำลังคุยกับใคร? ไม่รู้ว่าใครควรอ่านบล็อกของคุณ?</p>
<p>บางทีคุณอาจจะเสียเวลาไปกับการพูดถึงคู่แข่งในธุรกิจของคุณมากไป หรือมุ่งแต่จะขายสินค้าอย่างเอาเป็นเอาตาย จนลืมนึกถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้อ่านไป ซึ่งสิ่งที่ขาดหายไป อาจจะเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับการตัดสินใจสั่งซื้อก็เป็นได้ ดังนั้น คุณควรมอง ในมุมมองของผู้อ่าน มากกว่าที่จะเขียนอะไรก็ได้ตามใจคุณเอง</p>
<div style="clear:both;">&nbsp;</div>
<p>ลองนำคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปปรับใช้กับบล็อกของคุณนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/12/18/how-to-create-interesting-content/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการทำธุรกิจเครือข่ายออนไลน์</title>
		<link>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/11/26/basic-skills-in-online-network-marketing-business/</link>
		<comments>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/11/26/basic-skills-in-online-network-marketing-business/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Nov 2011 22:06:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Nattaphon Kaosumli</dc:creator>
				<category><![CDATA[Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเครือข่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเครือข่ายออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[อินเตอร์เน็ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.gdimakemerich.ws/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[ธุรกิจ GDI เป็น ธุรกิจเครือข่าย และยังเป็น ธุรกิจออนไลน์ อีกด้วย ถึงแม้ธุรกิจออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย จะไม่จำกัดวุฒิการศึกษาก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำงานนี้ได้อย่างสบายโดยไม่มีอุปสรรค คุณอาจจะทำได้ลำบาก ถ้าคุณขาดทักษะเหล่านี้ รู้ภาษาอังกฤษบ้างพอสมควร &#8211; อ่านออก แปลได้ เป็นอย่างน้อย มีทักษะการใช้งานคอมพิวเตอร์ &#8211; เช่น มีทักษะในการใช้งาน Software ต่างๆ หรือ เป็นคนเรียนรู้การใช้ Software ต่างๆ ได้ง่าย มีทักษะการใช้อินเตอร์เน็ต &#8211; อย่างน้อยต้อง รับ-ส่งอีเมล์ได้, โพสเว็บเป็น ถ้าเคยใช้งาน hi5 หรือ facebook มาก่อนก็จะดีมาก เพราะมันคือพื้นฐานการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างครอบคลุมในหลายๆ เรื่อง ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจนี้ แต่ยังขาด ทักษะพื้นฐานที่จำเป็น ดังกล่าวข้างบน คุณก็ต้องเรียนรู้ และฝึกตัวเองก่อน ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ทักษะทุกอย่างมันฝึกฝนกันได้ครับ ธุรกิจนี้ก็ไม่ต่างกับงานทั่วๆ ไปในโลก ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรสักอย่าง คุณก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในงานที่คุณจะทำ ถ้าคุณจะทำงานบัญชี คุณก็ต้องเรียนบัญชี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ธุรกิจ <strong>GDI</strong> เป็น <strong>ธุรกิจเครือข่าย</strong> และยังเป็น <strong>ธุรกิจออนไลน์</strong> อีกด้วย ถึงแม้ธุรกิจออนไลน์ และธุรกิจเครือข่าย จะไม่จำกัดวุฒิการศึกษาก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำงานนี้ได้อย่างสบายโดยไม่มีอุปสรรค คุณอาจจะทำได้ลำบาก ถ้าคุณขาดทักษะเหล่านี้</p>
<ol>
<li><span style="text-decoration: underline;"><strong>รู้ภาษาอังกฤษบ้างพอสมควร</strong></span> &#8211; อ่านออก แปลได้ เป็นอย่างน้อย</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><strong>มีทักษะการใช้งานคอมพิวเตอร์</strong></span> &#8211; เช่น มีทักษะในการใช้งาน Software ต่างๆ หรือ เป็นคนเรียนรู้การใช้ Software ต่างๆ ได้ง่าย</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><strong>มีทักษะการใช้อินเตอร์เน็ต</strong></span> &#8211; อย่างน้อยต้อง รับ-ส่งอีเมล์ได้, โพสเว็บเป็น ถ้าเคยใช้งาน hi5 หรือ facebook มาก่อนก็จะดีมาก เพราะมันคือพื้นฐานการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างครอบคลุมในหลายๆ เรื่อง</li>
</ol>
<p><span id="more-71"></span></p>
<p>ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจนี้ แต่ยังขาด <span style="text-decoration: underline;"><strong>ทักษะพื้นฐานที่จำเป็น</strong></span> ดังกล่าวข้างบน คุณก็ต้องเรียนรู้ และฝึกตัวเองก่อน ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ทักษะทุกอย่างมันฝึกฝนกันได้ครับ</p>
<p>ธุรกิจนี้ก็ไม่ต่างกับงานทั่วๆ ไปในโลก ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรสักอย่าง คุณก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในงานที่คุณจะทำ ถ้าคุณจะทำงานบัญชี คุณก็ต้องเรียนบัญชี ถ้าคุณจะทำงานวิศวกร ก็ต้องเรียนวิศวะฯ หรือแม้แต่เป็นคนงานก่อสร้าง คุณก็ต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือในการก่อสร้าง และร่างกายต้องแข็งแรง ถ้าให้ผมไปทำงานก่อสร้าง ผมก็ยังทำงานสู้คนงานที่เก่งแล้วไม่ได้ ผมก็จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่เหมือนกัน</p>
<p>เช่นเดียวกันกับธุรกิจออนไลน์ หรือธุรกิจเครือข่าย คนที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็ต้องเรียนรู้ และฝึกฝนเหมือนกัน <span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่มีข้อยกเว้น</strong></span> ทักษะพื้นฐานดังกล่าวข้างบน เป็นเพียงทักษะที่คุณต้องนำไปต่อยอด คุณยังต้องฝึกฝนทักษะในการทำธุรกิจที่สูงขึ้นไปอีก เช่น การทำการตลาดบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธีด้วยกัน, พัฒนาแนวคคิดในเชิงธุรกิจเครือข่าย, พัฒนาทักษะที่ต้องใช้กับเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต ถ้าคุณไม่พยายามเรียนรู้เพิ่มเติม คุณก็จะทำงานไม่เป็น และเป็นสาเหตุทำให้ไม่ประสบความสำเร็จครับ</p>
<p>และเท่าที่เราอาจจะเคยได้ยิน ได้เห็นกันมา คนที่ทำธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ มักจะไม่ประสบความสำเร็จกันซักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็มาจากที่พวกเขาขาดทักษะเบื้องต้นที่จำเป็น จึงไม่สามารถต่อยอดธุรกิจต่อได้ และมีหลายคนโทษสิ่งรอบข้าง โทษคนรอบข้าง แต่แทบไม่มีใครเลยที่จะพุดว่า เพราะตัวเขาเองต่างหาก ที่ไม่ได้พัฒนาทักษะในงานของตน</p>
<p>มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงเข้าใจแล้วนะครับว่า ถ้าคุณต้องการจะเริ่มต้นธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ หรือธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ใช่เครือข่ายก็ตาม คุณต้องเริ่มต้นจากอะไร ผมก็อยากจะฝากไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วจะมาเพิ่มเติมบทความให้อีกในเรื่องทักษะแต่ละอย่างที่คุณจำเป็นต้องใช้ จะมาเจาะลึกกันเป็นเรื่องๆ ไปเลยครับ</p>
<p>แล้วพบกันใหม่ครับ</p>
<p>Article by: <strong>Nattaphon</strong></p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.nattaphon.com/online-network-marketing/5-basic-skills-in-online-network-marketing-business.html" target="_blank">http://www.nattaphon.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.gdimakemerich.ws/2011/11/26/basic-skills-in-online-network-marketing-business/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

